(29 มค.2550)
ได้ไปเยือนเมืองตรังเป็นครั้งที่สองแล้ว
ครั้งนี้ไปถ่ายรายการ "ปราชญ์เดินดิน"ช่อง 9
ปราชญ์ของเราคือหย่าเหตุ หะหวา หรือที่รู้จักกันในนาม"บังเหตุ"
เป็นชาวไทย-มุสลิมที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง
แต่ความพิเศษคือเขาเป็นชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นนักอนุรักษ์และมีแนวคิดที่ดี
ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเลจากผู้ที่ทำประมงผิดกฏหมายอย่างอวนลากอวนรุน
(อวนลากอวนรุนคืออุปกรณ์หาปลาที่เปรียบเสมือนแทรกเตอร์ทะเลที่มีการทำลายธรรมชาติสูง)
แรกเริ่มเดิมทีภรรยาของบังเหตุ คือมิยะ หะหวา
เป็นแกนนำที่เริ่มต่อต้านการทำประมงที่ทำลายธรรมชาติอย่างรุนแรงแบบนี้
แต่เมื่อเธอเสียชีวิตลง..บังเหตุและครอบครัวก็คือผู้ที่สืบทอดความตั้งใจนี้ต่อไป
เราถามบังเหตุว่า"บังเป็นชาวประมงพื้นบ้านแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว
ทำไมถึงต้องลุกขึ้นต่อสู้กับพวกที่ทำประมงผิดกฏหมายด้วย..ไม่กลัวเหรอ?..
บังเหตุตอบว่า " ไม่กลัว ..ถ้าเราไม่ต่อสู้..ทรัพยากรมันก็หมดไปเร็ว
พวกนั้นเอาแต่ได้ ทำลายอย่างเดียวไม่เคยคิดสร้างทดแทน
เราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาคอยป้องกันไม่อย่างนั้นเราและลูกหลานจะอยู่ยังไง
สัตว์ตัวเล็กๆ จะอยู่ยังไงและพะยูนจะอยู่ยังไง "
บังเหตุเป็นชาวประมงพื้นบ้านที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
หาปูหาปลาในท้องทะเลเพื่อการดำรงชีพ
ในหนึ่งวันหาได้เท่าไรก็เอาไว้กินและขายอย่างพอเพียง
ซึ่งเป็นธรรมชาติของชาวประมงพื้นบ้าน
เขาถือว่าทะเลมีบุญคุณต่อเขาเมื่อเขาหากินได้จากทะเล ก็ต้องสร้างคืนให้ทะเลด้วย
บวกกับที่ครอบครัวหะหวาได้มารู้จักกับ "เจ้าโทน" พะยูนแสนเชื่อง
ที่ถือได้ว่าเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวของเขา
พวกเขารักมันและคิดว่าต้องช่วยกันอนุรักษ์พะยูนให้อยู่คู่กับทะเลตรังต่อไป
ด้วยเหตุนี้ครอบครัวหะหวาจึงหันมาเริ่มต้นการอนุรักษ์
และช่วยปกป้องพร้อมฟื้นฟูหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารชั้นเลิศของพะยูน
หญ้าทะเลไม่เพียงแต่เป็นอาหารของพะยูนเท่านั้นนะ
มันยังเป็นแหล่งอาหารและที่พักของสัตว์ตัวเล็กๆ อีกด้วย
ถ้าไม่มีหญ้าทะเลสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยไม่ว่าจะเป็น ปู ปลา ฯลฯ ก็อาจตายไป
พะยูนก็ต้องตายเพราะไม่มีอาหารและนี่ก็คือระบบนิเวศฯ ใต้ท้องทะเล
ขอกลับมาคุยเรื่องเจ้าโทนพะยูนแสนเชื่องที่หลงเข้ามาใกล้ชิดกับครอบครัวหะหวากันต่อ
เจ้าโทนและครอบครัวหะหวาถือได้ว่าเป็นเบื้องหลังของความโด่งดังของพะยูนเมืองตรัง
เพราะเมื่อเจ้าโทนเข้ามาคุลกคลีกับคนความน่ารักของมันก็เป็นที่กล่าวถึงไปกว้างขวาง
จนสื่อมวลชนต้องมาทำข่าว..เจ้าโทนเคยออกทีวีและมีรูปลงสื่อสิ่งพิมพ์มากมายนับไม่ถ้วน
เป็นผลให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวทะเลตรังเพื่อมาดูเจ้าโทนและเพื่อนพะยูนของมัน
แต่ที่สำคัญกว่านั้น...
พะยูนถือว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลตรัง
และพะยูนก็เป็นสัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมที่กำลังจะสูญพันธุ์ค่ะ
............................................
แนวคิดของบังเหตุสามารถสร้างประโยชน์ให้ทุกสรรพสิ่งในทะเลตรัง
รวมไปถึงลูกหลานและเพื่อนชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย
จนทำให้สามารถสร้างเครือข่ายนักอนุรักษ์ที่เข้มแข็งไปอย่างกว้างขวาง
ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักอนุรักษ์ของไทยเท่านั้นนะคะ
ชาวต่างชาติก็หันมาสนใจและเข้ามาทำการวิจัยในเรื่องหญ้าทะเลและพะยูนที่ตรังอีกด้วย
..........................................................................
แม้ว่าจะต้องต่อสู้กับการทำประมงผิดกฏหมายของคนบางกลุ่มแต่พวกเขาก็จะไม่ถอย
มีบทสัมภาษณ์หนึ่งของบังเหตุจากนสพ.ผู้จัดการรายวัน กล่าวไว้ว่า
"ปัญหาที่เราแก้ไม่ได้คือเรืออวนลากอวนรุน
ซึ่งวิธีหาปลาของเขาทำให้ปะการังเสียหายอย่างมาก
เพราะใช้เครื่องมือลากไปตามพื้นดินพื้นทรายใต้ทะเล
ถึงจะมีกฎหมายห้ามไม่ให้เรือพวกนี้เข้ามาใกล้ชายฝั่งเกิน 3 กิโลเมตร
แต่ก็ยังลักลอบเข้ามา ชาวบ้านก็ไม่กล้าทำอะไร
เพราะพวกนี้เขาเป็นนายทุนที่มีอิทธิพลเขามีปืน เรามีแค่มือเปล่า"
คำพูดนี้บอกเป็นนัยว่า ถึงเขาจะมีแค่มือเปล่า
แต่ก็พร้อมต่อสู้เพื่อรักษาธรรมชาติใต้ท้องทะเลตรังที่ถือว่ามีบุญคุณต่อพวกเขา
หน้าที่ของพวกเขานักอนุรักษ์ชาวเลคือช่วยกันเป็นหูเป็นตา
ปกป้องปะการัง หญ้าทะเล พะยูนและสัตว์ทะเลอีกมากมาย
ไม่ให้ใครเข้ามาทำลายอย่างไม่รู้ค่า
ถึงแม้ชาวประมงพื้นบ้านจะอาศัยการหาปูหาปลาเพื่อการดำรงชีพ
แต่พวกเขาก็ไม่เคยทำลายธรรมชาติและไม่คิดที่จะจับสัตว์ทะเลทีละมากๆ
ทุกชีวิตมีประโยชน์และมีบุญคุณต่อพวกเขา
"ถ้าจับลูกปูลูกปลาขึ้นมาก็ยังกินมันไม่ได้ ยังไม่ได้ขนาด มันก็ต้องตายเปล่า
ไม่มีประโยชน์อะไรสู้ให้มันเติบโตเป็นพ่อปลาแม่ปลาและออกลูกออกหลาน
เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้ทะเลต่อไปดีกว่า
ในเมื่อมันมีค่าต่อเรา เราต้องรู้จักค่าของมันด้วยอย่าเอาแต่ทำลายล้างผลาญอย่างเดียว"
นี่คือคำพูดหนึ่งที่บังเหตุพูดให้เราฟัง.....และ.....คิด
.................................................................
รู้จักบังเหตุและครอบครัวหะหวากันไปบ้างแล้วนะคะ
ต่อจากนี้จะขอเล่าบรรยากาศการถ่ายทำที่ทั้งสนุกสนานและได้แง่คิด
รูปด้านล่างนี้คือ..บังเหตุปราชญ์ชาวบ้านหรือปราชญ์เดินดินคนหนึ่งของบ้านเรา
แนวคิดและการปฏิบัติของเขาทำให้เราต้องชื่นชมและถือว่าเขาคือ"ปราชญ์"ค่ะ

ที่เห็นด้านบนนี้..ไม่ใช่พะยูนนะคะ 555+
ช่างภาพอีกคนกำลังถ่ายหญ้าทะเลใต้น้ำ
บริเวณนี้คือทะเลหน้าหาดเจ้าไหมที่มีหญ้าทะเลสมบูรณ์มากอีกแห่งหนึ่ง
อย่างที่บอกคือหญ้าทะเลนอกจากจะเป็นอาหารของพะยูนแล้ว
ยังเป็นแหล่งอาหารและที่พักของสัตว์ทะเลตัวเล็กๆ อีกมากมาย
ที่เอ๋จับขึ้นมาคือลูกปูม้า...จับขึ้นมาออกทีวีแล้วก็ปล่อยไปแล้วค่ะ
............................................................
ถ่ายทำเรื่องหญ้าทะเลเสร็จสรรพก็ขึ้นเรือข้ามไปเกาะลิบงกันต่อค่ะ
เรือลำนี้ชื่อแสงฟ้า..เป็นเรือของครอบครัวหะหวาลูกชายบังเหตุเป็นคนขับ
ใช้เวลาเดินทางจากหาดหน้าหมู้บ้านเจ้าไหมไปเกาะลิบงไม่นานค่ะ
นั่งลุ้นไปตลอดทางเลย..ทั้งสนุกและกลัวคลื่น -*-

ข้ามเรือไปถึงเกาะลิบงแล้ว...ได้เข้าพักที่สองพี่น้องรีสอร์ท
ค่าห้องพักคืนละ 500บาท..เป็นบังกะโลหลังเล็ก ห้องน้ำopen air
อาบไปก็ระแวงไปมองขึ้นท้องฟ้าและยอดต้นมะพร้าวตลอด 555+

จบเรื่องราวในหนึ่งวันแล้ว...ขอพักเข้านอนก่อนนะคะ
พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องเกาะลิบงต่อค่ะ
...............................................................
ตื่นแล้ว...(เร็วไม๊!!)..เช้าวันที่ 30 มค.2550
เช้านี้อยู่บนเกาะลิบง..อาหารเช้าคือข้าวต้มกุ้งแสนอร่อย
เกาะลิบงเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในอ.กันตัง จ.ตรัง (ใหญ่จริงๆ ค่ะ)
เป็นเกาะที่มีหมู่บ้านชาวประมงพื้นบ้านและส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
บนเกาะมีมัสยิดด้วย บังเหตุเค้าละหมาดตรงเวลาด้วยค่ะ เคร่งครัดมาก
ชาวบ้านบนเกาะลิบงอยู่กันอย่างพี่น้องและใช้ชีวิตเรียบง่าย
บริเวณรอบเกาะมีหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารของพะยูนขึ้นอยู่มากมาย
ดังนั้นการมาเที่ยวที่เกาะลิบงถ้าโชคดีเราจะได้เห็นพะยูนแน่นอนค่ะ
เช้านี้อุตส่าห์ได้เปลี่ยนชุดมาเก๊กท่าถ่ายรูปได้ไม่นาน
พี่โปรดิวเซอร์ก็ให้กลับไปเปลี่ยนเป็นชุดเดิมของเมื่อวานนี้
เพื่อไปถ่ายทำกันต่อ...(เอาน่า!!เพื่อความต่อเนื่อง)

...................................
เรื่องราวต่อไปคือ...ไปตามหาพะยูนตัวโตแต่น่ารัก
โดยนั่งเรือไปที่ขนำน้อยกลางทะเล..เฝ้าดูอยู่นานสองนานก็ยังไม่เห็น
ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆนานาก็แล้ว..พะยูนขี้อายจริงๆเลย
หรือเราจะเป็นคนกลุ่มน้อยที่โชคร้ายอดเห็นพะยูนในครานี้ก็ได้ -*-
เมื่อมองหาพะยูนจากบนขนำไม่เจอตัวพะยูนสักตัว
ก็ต้องล่องเรือไปจอดกลางทะเล..ตามหาพะยูนกันต่อ
แต่แล้ว.........พะยูนก็โผล่มาแว๊บเดียว .. ชะแว๊บเดียวจริงๆ ไวเหมือนโกหก
มีคนเห็นแค่ 3 คนเอง ...ไม่ต้องถามนะว่าเราเห็นรึเปล่า?
แต่จะบอกเองว่า...ไม่เห็น -_-" ... น่าสงสารตัวเองจริงๆ
ดูหน้าคนผิดหวังซิ..จ๋อยเชียว

ในเมื่อวันนี้พะยูนขี้อาย..ก็เปลี่ยนแผนกันดีกว่า
บนเกาะลิบงมีภูเขาหินปูนความสูงประมาณ 200 เมตร
บนเขาจะมีจุดชมวิวสามารถชมทุ่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นอาหารของพะยูน
และอาจจะได้เห็นพะยูนมากินหญ้าทะเล .. ลองดู..ลองดู
แต่พอไปถึงแล้ว..เอ๋อดขึ้นไปเพราะทางเดินขึ้นเขาที่เป็นทางปกติเนี่ย
ต้องใช้เวลาเดินขึ้นนานเชียวเราไม่มีเวลาเหลือกันมากนัก
จะมีก็แต่ทางลัดที่สุดแสนอันตราย .. งานนี้ไม่มีใครเสี่ยง
ทุกคนลงความเห็นว่าเอ๋ก็ไม่ควรปีนขึ้นไปเด็ดขาด
เพราะไม่มีระบบป้องกันอันตรายใดๆ
และกำลังจะบอกบังเหตุว่าไม่ต้องขึ้นเพราะเราเคยถ่ายภาพพะยูนที่เกาะลิบงไว้แล้ว
เดี๋ยวกลับไปเอาภาพมาใส่ก็ได้..ยังไม่ทันขาดคำ..บังเหตุปีนขึ้นไปแล้ว
ดูซิค่ะ...ยืนหล่ออยู่ด้านบนโน้น...ช่างภาพลองปีนดู ยังถอยเลยค่ะ
ส่วนเอ๋กับน้องฝึกงานขออู้งาน..มาเก๊กท่าถ่ายรูปบริเวณเกาะ ^^

.................................................................................
ที่เราไม่มีเวลาเหลือเยอะนักเพราะนัดกับสมาชิกชาวประมงพื้นบ้าน
ที่อยู่ในกลุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติใต้ทะเลและพะยูนนั่นเองค่ะ
วันนี้พวกเขาและบังเหตุจะคุยกันถึงเรื่องวิกฤตของพะยูน
เพราะแค่เดือนมกราคมเดือนเดียวมีพะยูนตาย 5 ตัวแล้ว
ถือว่าเข้าข่ายวิกฤตอย่างหนัก..เพราะที่ผ่านมาไม่ร้ายแรงขนาดนี้
ส่วนสาเหตุมาจากอะไร..เอ๋ไม่ขอกล่าวในนี้นะคะ
ต้องให้ได้หลักฐานและข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนค่ะ

.................................................................................
คุยกับนักอนุรักษ์กลุ่มนี้แล้ว..เราก็ไปเก็บสัมภาระเตรียมขึ้นฝั่งที่หาดเจ้าไหม
เพื่อถ่ายฉากปิดรายการและพาบังเหตุกลับบ้าน (เอ๊ะ!!หรือบังเหตุพาเรากลับบ้านกันแน่)
พอไปอาบน้ำ ทานข้าว เก็บของกันเสร็จ
แล้วมองไปที่เรือ...โอ้!!แม่เจ้าน้ำลงนี่หว่า
เรือไปอยู่ไกลลิบลับถ้าจะรอให้น้ำขึ้นแล้วค่อยเดินขึ้นเรือมีหวังรอยันเย็น
ไม่ต้องกลับบ้านกันพอดี... -*-
ดังนั้นกัดฟันแบกของเดิน..เดิน..เดิน
พยายามขนเที่ยวเดียวให้หมด ..ดังนั้นเอ๋ก็ต้องแบกกระเป๋าตัวเอง
มาเกาะแต่ดัดจริตเอากระเป๋าเดินทางแบบขึ้นเครื่องบินมา..คิดดูจะรันทดขนาดไหน
ธรรมดาก็มีพี่ทีมงานใจดีช่วยยกขึ้นยกลง ช่วยถือให้ตลอด
แต่ชั่วโมงเร่งด่วนแบบนี้..ยัยนู๋เอ๋แกต้องถือไปเอง (ไม่มีใครบอกนะ..บอกตัวเอง)
มันอยู่ที่จิตสำนึกของตัวเองอะ..เพราะทุกคนก็ต้องแบกกระเป๋าของตัวเอง
แถมยังต้องช่วยกันแบกกล้องแบกอุปกรณ์ถ่ายทำอีกมากมาย
ว่าแล้ว.....ยัยเอ๋ก็แบกไปเองมือหนึ่งถือกระเป๋า อีกมือถือรองเท้าแตะ
น้องฝึกงานหันมาถามเป็นระยะ..."ไหวไม๊พี่เอ๋ เดี๋ยวผมช่วย"
"ไม่เป็นไร ยังไหวอยู่" แต่ในใจ..ตรูจะตายแล้วววววว
เพราะน้องฝึกงานก็ถือของเยอะอยู่..จะให้ช่วยเราอีกเราก็ใจร้ายเกินไปแล้ว
เราก็กัดฟันเดินไปแสนไกล..ยังไม่ถึงเรือสักทีแถมแวะวางกระเป๋าพักเหนื่อยก็ไม่ได้
เพราะพื้นมันเป็นทรายที่มีน้ำทะเลปริมๆ ลองนึกภาพเอานะ..วางไม่ได้เลย..
สุดท้ายพี่โปรดิวเซอร์..ไปยืนรออยู่ตรงที่น้ำทะเลจะถึงครึ่งแข้ง
แล้วเขาก็คืออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยหญิงสาวผู้เหนื่อยยาก
"เอ๋..เอามา" พี่ธาดาบอกแล้วมองไปที่กระเป๋า
เอ๋ก็ส่งกระเป๋าให้พี่เค้าโดนไวแล้วก็แสดงน้ำใจตอบกลับทันที
"พี่เอารองเท้าแตะกับกระเป๋ามาให้เอ๋แล้วกันค่ะ" ..
แหะ แหะช่วยถือรองเท้าแตะอันเบาโหวงกับกระเป๋าที่ถือไปได้นิดเดียว
แล้วพี่นัทผู้ช่วยช่างภาพก็เดินกลับมาอีกรอบ แล้วช่วยเอากระเป๋าไปถือแทน
ภาพด้านล่าง..ยิ้มออกละ..เหลือแค่ถือรองเท้าแตะ 2 คู่อย่างเดียว

...........................................................................
ขึ้นเรือกันแล้วก็ไปคุยฉากปิดกับพี่ธาดา
เลือกปิดที่หาดเจ้าไหม ทรายขาวสวยและบ้านบังเหตุก็อยู่บริเวณนี้ด้วย
ถ่ายทำเสร็จก็ขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกค่ะ

..............................................................................
บังเหตุและครอบครัวเป็นชาวไทย-มุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม
เราก็เพิ่งรู้จักมักคุ้นกับคนมุสลิมเป็นครอบครัวแรก
ได้เรียนรู้ว่าศาสนาอิสลามก็สอนให้คนเป็นคนดี
เหมือนศาสนาพุทธที่เรานับถือและศาสนาคริสต์ที่เราคุ้นเคย
เมื่อก่อนเรารู้จักคนอิสลามแค่เพียง พวกเขาไม่กินหมูและก็ไม่เคยคิดที่จะลองรู้จักชีวิตพวกเขา
คนอิสลามเคร่งครัดในการนับถือต้องละหมาดให้ครบ ห้ามโดนสุนัข
ไม่พูดจาให้ร้ายใครไม่ทำร้ายธรรมชาติ
เพราะเขาเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างธรรมชาติ
พระเจ้าให้เรามาเกิดเราก็ต้องดูแลสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา
อีกอย่างที่บังเหตุบอกคือพวกเรารักกันเหมือนพี่น้อง อยู่กันอย่างพี่น้อง
ได้มีโอกาสรู้จักครอบครัวที่น่ารักอารมณ์ดี จิตใจดี
มาทำงานครั้งนี้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตและแนวคิดพวกเขา
ได้กินข้าวหม้อเดียวกันได้นอนที่นอนเดียวกันกับ"อร"ลูกสาวบังเหตุ
ได้เรียนรู้ชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสแบบนี้ไม่รู้จะหาได้อีกเมื่อไร
เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า และเราก็เริ่มสนใจชีวิตคนมุสลิมมากขึ้น
พวกเขามีเรื่องราวที่น่าสนใจและเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน

มื้อเย็นหลังทำงานเสร็จก็ขอไปฝากท้องที่บ้านบังเหตุ
เมนูมีสารพัดปลา..ทั้งปลาทอด ต้มยำปลา ปลาสามรส..อร่อยๆ ทั้งนั้น
เป็นอาหารสุขภาพจริงๆ ค่ะ..ทานปลามีประโยชน์ ไม่อ้วนด้วยเนอะ
ด้านบนคือรูปของอร (ลูกสาวบังเหตุ) ส่วนเสื้อที่เธอสวมสีขาวนั้นมีรูปแม่ของเธอ
คือมิยะ..หญิงแกร่งแห่งหาดเจ้าไหม หรือแม่ผู้เป็นนักอนุรักษ์นั่นเองค่ะ
.................................................................
รถอีซูซุคันนี้...พาพวกเราไปเรียนรู้ชีวิตดีๆ ที่ตรัง
20 ชม. (ไป-กลับ) ..จะจดจำไปอีกแสนนาน
เดินทางไปวันที่ 28 มค. ( 10 ชม.)
ทำงาน 29-30 มค.
และเดินทางกลับวันที่ 31 มค. (10 ชม.)

.................................................................................................
ภาพชุดสุดท้าย..ขอเก๊กท่าถ่ายกับเรือและทะเล
ซึ่งถือเป็นวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ที่หน้าหาดเจ้าไหม

..........................................................................
สองวันนี้ที่เราได้คลุกคลีกับครอบครัวของบังเหตุ
ทำให้เราเข้าใจชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน
และเข้าใจชีวิตที่อยู่อย่างพอเพียงแต่มีความสุข
และรู้จักผู้ที่ไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้าแต่เขารู้จักคำว่า "พอ" และคำว่า "ให้"
บังเหตุเป็นปราชญ์ชาวบ้านหรือปราชญ์เดินดินที่น่านับถือมาก
.............................................................
ออกอากาศวันที่ 18 มีนาคม 2550
ดูย้อนหลังได้ที่ http://modernine.mcot.net/view.php?news_id=1363&tk=ennews
ตอน..บังเหตุ หะหวา
.............................................................................